การศึกษาวิธีไดโรแพรคติก

การศึกษาวิธีไดโรแพรคติก

ผู้ปกครองมีอิทธิพล

การทดลองขนาดเล็กที่มีผู้ร่วมทดลองน้อยไม่ใช่ปัญหาเพียงอย่างเดียวในการศึกษาวิธีไดโรแพรคติก การประเมินผลการรักษาจำเป็นต้องมีตัวเปรียบเทียบที่เหมาะสม ในปี 2018 โทเบียส แซนด์เบิร์ก จากสถาบันคาโรลินสกา(Karolinska Institutet) อันมีชื่อเสียงจากเมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้ศึกษาคนไข้ที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีไดโรแพรคติก 246 คน แต่กลับไม่มีกลุ่มคนไข้ที่ไม่ได้รับการรักษาไว้เปรียบเทียบงานศึกษาชิ้นนั้นสรุปว่าคนไข้รู้สึกว่าอาการปวดหลังดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังรักษา ผลสรุปฟังเหมือนการทดลองประสบความสำเร็จ แต่มันกลับไม่น่าตื่นเต้นเท่าไร เพราะคนส่วนมากที่มีปัญหาปวดหลังก็มีอาการดีขึ้นได้เองโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาก็ได้ ถ้างานศึกษาชิ้นนี้มีกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษารวมอยู่ด้วย นักวิทยาศาสตร์ก็จะสามารถสรุปผลได้อย่างนำเชื่อถือยิ่งขึ้น

  • ขอบคุณบทความจาก รถ เช่า Drivemate เลือกสถานที่รับรถเองได้เลย

นอกจากนี้งานศึกษาของแซนด์เบิร์กยังมีปัญหาอีกอย่าง นอกจากงานศึกษาจะมีแค่ผู้ทดลองกลุ่มที่รับการรักษาด้วยวิธีไดโรแพรคติก เขายังใช้แค่ผลจากคนที่ได้รับการรักษาครบทั้งสี่สัปดาห์อีกด้วยส่วนคนไข้กี่ขอถอนตัวระหว่างการรักษาไม่ถูกนำมารวมในการวิเคราะห์ผล ปัญหาการทดลองกับอาสาสมัครก็คือคนส่วนมากมักขอถอนตัวระหว่างทางเนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าการรักษานั้นไม่ได้ผลในงานศึกษาของเขามีคนไข้ที่ขอถอนตัวไปถึงร้อยละ 44 หากนำคนกลุ่มนี้มาคิดรวมด้วยก็อาจทำให้ผลการศึกษาเปลี่ยนไป

ตามหลักการทดลองที่ดีจะต้องมีการเปรียบเทียบผลการรักษากับการรักษาวิธีอื่น เช่นการใช้ยาหลอก และนักวิทยาศาสตร์ต้องนำผลจากผู้ร่วมทดลองที่ขอถอนตัวจากทั้งสองกลุ่มมาวิเคราะห์ด้วย นอกจากนี้งานทดลองจะมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นหากผู้ร่วมทดลองไม่สามารถรู้ได้ว่าตนเองกำลังได้รับการรักษาจริงหรือได้รับยาหลอก วิธีนี้จะช่วยให้ความคาดหวังของผู้ร่วมทดลองไม่มีอิทธิพลต่อผลทดสอบการทดลองแบบอำพรางเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในการทดลองรักษาด้วยการจัดกระดูก ทำให้มีงานทดลองแค่ไม่กี่งานที่พยายามทำการทดลองแบบอำพรางนี้งานวิเคราะห์อีกงานโดยนักจัดกระดูกนามดอว์นด็อบสันในปี 2012 ศึกษางาน 5 ชิ้นที่ทดสอบการใช้ไดโรแพรคติกรักษาอาการโคลิค หรืออาการที่ทารกร้องไห้ไม่หยุดหลายชั่วโมงทุกวัน งานวิเคราะห์ชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าความคาดหวังของผู้ร่วมทดลอง ซึ่งในที่นี้คือความคาดหวังของผู้ปกครองนั่นเองมีอิทธิพลต่อผลทดสอบมากงานทดลองทั้งท้าชิ้นให้ผลสรุป

ตามการรายงานของผู้ปกครองว่าทารกที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีไดโรแพรคติกร้องไห้น้อยลง 1.2 ชั่วโมงใน 1 วัน เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ทว่าเมื่อเขาให้ความสนใจแค่งานทดลอง 2 ชิ้นที่ผู้ปกครองที่เข้าร่วมทดลองไม่รู้ว่าลูกของตนได้รับการรักษาแบบไหน ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ขัดเจนเท่า ในงานหนึ่งพบว่าทารกที่ไม่ได้รับการรักษาใดๆ กลับร้องไห้น้อยกว่าทารกที่รักษาด้วยวิธีไดโรแพรคติก